วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556



ปลาตะเพียนขาว


ชื่อวิทยาศาสตร์   Barbodes gonionotus (Bleeker, 1850)
ชื่อสามัญ            silver barts
                  ปลาตะเพียนขาว หรือ ที่เรียกติดปากกันสั้น  ว่า “ปลาตะเพียน” ภาคอีสาน เรียกว่า “ปลาปาก เป็นปลาพื้นเมืองของไทย สาหรับในประเทศไทย นั้นหากจะค้นไปถึงว่า ปลานี้ประชาชนเริ่มรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยไหน เชื่อกันว่าปลาชนิดนี้มีอยู่คู่กับ แม่น้ำ บึง ลาคลองหนอง ในแถบภูมิภาคส่วนนี้มานานหนักหนาแล้ว นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรืออาจจะก่อนกว่านั้น เพราะมี ลายของถ้วยชามเครื่องเคลือบปรากฏเป็นรูปปลาตะเพียนให้เห็นอยู่กลาดเกลื่อน แต่ชื่อ "ตะเพียนที่ใช้ เรียกขานกัน เพิ่งจะมาพบเป็นหลักฐาน ในสมัยอยุธยาตอนปลาย จากพงสาวดาร ฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสและฉบับพระราชหัตถเลขา มีข้อความต้องกันอยู่ว่า สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ชอบเสวยปลาตะเพียน ถึงกับตั้งกาหนดโทษแก่คนที่กินปลาตะเพียนว่า จะต้องถูกปรับถึง 5 ตาลึง และในกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้งได้พรรณนาถึงฝูงปลามีความว่า
                  เทโพและเทพา ตะเพียนกาพาพวกจร อ้ายบ้าปลาสลุมพอน ผักพร้าเพรี้ยแลหนวดพราหมณ์ เทโพพาพวกพ้อง เทพา ปลาตะเพียนปลากาพา คู่เคี้ย สลุมพอนอ้ายบ้าปลา หลายหมู่ ปลาผักพร้าม้า    เพรี้ย ว่ายไล่หนวดพราหมณ์
                  นับว่าปลาตะเพียน หรือตะเพียนขาว เป็นปลาน้ำจืดคู่บ้านคู่เมืองโดยแท้และเป็นปลาที่สามารถนำมาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย จึงเป็นปลาพื้นเมืองที่ได้รับการคัดเลือก ให้ส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนนั้น ได้ดาเนินการเป็นครั้งแรก ก่อนปี ..2503 ที่สถานีประมง (บึงบอระเพ็ดนครสวรรค์ ต่อมาการเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ ได้รับการพัฒนา ทั้งวิธีเลียนแบบธรรมชาติและผสมเทียม ซึ่งสามารถเผยแพร่และจำหน่ายอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย
                  ปลาตะเพียน เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบแหลมอินโดจีน ชวา ไทย สุมาตรา อินเดีย ปากีสถาน และยังมีชุกชุมในถิ่นดังกล่าว สาหรับประเทศไทยเรานั้นมีอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ อันได้แก่ แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงต่าง  ทั่วทุกภาคของประเทศ

รูปร่างลักษณะ
                  ปลาตะเพียน มีลักษณะลาตัวแบนข้าง หัวเล็ก ปากเล็ก ริมฝีปาก ขอบส่วนหลังโค้งยกสูงขึ้นความยาวจากสุดหัวจรดปลายหาง2.5 เท่าของความสูง จะงอยปากแหลม มีหนวดเส้นเล็กๆ 2 คู่ มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 29 -31 เกล็ด ลาตัวมีสีเงินแวววาว ส่วนหลังมีสีคล้าเล็กน้อย ส่วนท้องมีสีขาว ที่โคนของเกล็ดมีสีเทาจนเกือบดา ปลาตะเพียน ซึ่งขนาดโตเต็มที่จะมีลาตัวยาวสูงสุดถึง 50 เซนติเมตร

อุปนิสัยและคุณสมบัติบางประการ
ความเป็นอยู่
                  ปลาตะเพียนเป็นปลาที่หลบซ่อนอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ที่มีกระแสน้ำไหลอ่อนๆ หรือน้ำนิ่ง เป็นปลำที่ทนต่อสิ่งเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเจริญเติบโตในน้ำกร่อย ที่มีความเค็มไม่เกิน 7 ส่วนพัน อุณหภูมิเหมาะสมสาหรับปลาชนิดนี้อยู่ระหว่าง 25 –33 องศาเซลเซียส

นิสัยการกินอาหาร
                  ระบบการกินอาหารจากการตรวจสอบระบบการกินอาหารของปลาตะเพียน ขนาด 12.5 - 25.5 เชนติเมตร พบว่า มีฟันในลาคอ(Pharyngeal teeth) เป็นชนิดกัดบดแบบสามแถว มีซี่เหงือกสั้นๆ อยู่ห่างกัน พอประมาณ ท่อทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารไม่มีลักษณะแตกต่างจากลำไส้ ลำไส้มีผนังบาง  ยาวขดเป็นม้วนยาว 2.02 - 2.73 เท่า ความยาวสุดของลาตัว
                  นิสัยการกินอาการ กล่าวกันว่าลูกปลาตะเพียนวัยอ่อน กินสาหร่ายเซลล์เดียวและแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ส่วนพวกปลาขนาด 3 - 5 นิ้ว กินพวกพืชน้ำ เช่น แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโด ผักบุ้ง สาหรับปลาขนาดใหญ่สามารถกินใบพืชบก เช่น ใบมันเทศ ใบมันสาปะหลังหญ้าขน ๆลๆ พบว่าปลาตะเพียนหาอาหารกินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน

การแยกเพศ
                  ลักษณะภายนอกของปลาตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกันมากแต่เมื่อใกล้ผสมพันธุ์ สังเกตได้ง่ายขึ้นคือ ตัวเมียมีท้องอูมเป่งพื้นท้องนิ่มและรูก้นกว้างกว่าปกติ ส่วนตัวผู้ท้องแบนพื้นท้องแข็ง ถ้าเอามือลองรีดเบาๆที่ท้องมีน้ำสีขาวขุ่น คล้ายน้ำนมไหลออกมา หากเอามือลูบตามแก้มรู้สึกสากมือ

การเพาะพันธุ์ปลาตะเพียน
                  ในการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง บ่อขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ควรเป็นบ่อดินขนาดประมาณ 400 ตารางเมตรถึง 1 ไร่ โดยปล่อย ปลาเพศผู้เพศเมีย แยกบ่อกันในอัตราประมาณ 800 ตัว/ไร่ให้ผักต่างๆ หรือ อาหารผสมในอัตราประมาณร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว การเลี้ยงพ่อแม่ปลา อาจเริ่มในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยคัดปลาอายุประมาณ 8 เดือน แยกเพศและปล่อยลงบ่อ เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ควรตรวจ สอบพ่อแม่ปลา ถ้าอ้วนเกินไปก็ต้องลดอาหาร หากผอมเกินไปก็ต้องเร่งอาหาร ทั้งนี้ควรถ่ายน้ำบ่อยๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไข่และน้ำเชื้อ การเพาะพันธุ์เริ่มได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายน โดยพ่อแม่พันธุ์พร้อมที่สุด ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

การคัดพ่อแม่พันธุ์
                  ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่จัด ท้องอูมโป่งและนิ่ม ผนังท้องบาง ช่องเพศ และช่องทวารค่อนข้างพองและยืน ส่วนปลาเพศผู้แทบไม่มีปัญหา เรื่องความพร้อมเนื่องจากสร้างน้ำเชื่อได้ดีเกือบตลอดปี
การฉีดฮอร์โมน
                  โดยทั่วไปปัจจุบันใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRN ฉีดในอัตรา 10-15 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ควบคู่กับยาเสริมฤทธิ์ Domperidoneในอัตรา 5 -1O มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตาแหน่งที่นิยมฉีดใต้เกล็ดบริเวณใต้ครีบหลังเหนือเส้น ข้างตัวหรือบริเวณโคนครีบหู

2 ความคิดเห็น: